ฝายบ้านสำราญอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ตำบลศรีสำราญ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ

อ่านต่อ +

นายพินัย แก้วจันทร์

นายพินัยจบการศึกษาจากแผนกช่างกลโลหะ ในปี 2520 และได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานโดยเป็นลูกจ้างของกรมชลประทานต่อมาได้โอนย้ายไปทำงานในกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม และทำงานในเทศบาลนครยะลา ซึ่งรวมระยะเวลาในการทำงานเป็นเวลา 18 ปี ก่อนที่นำแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ โดยเริ่มจากในปี 2539 ได้ซื้อที่ดิน 1 แปลง ขนาด 3 ไร่ ซึ่งเป็นที่นาในขณะที่ทำงานที่เทศบาลนครยะลา เพื่อวางแผนจัดทำไร่นาสวนผสม จนได้รับนามว่า “คนบ้าแห่งบ้านยุโป” เนื่องจากในขณะนั้นทุกพื้นที่ของบ้านยุโปจะเป็นที่นาทุกผืน มีเพียงนายพินัยที่เป็นผู้ริเริ่มพลิกผืนนาเป็นการทำไร่นาสวนผสม โดยได้รับแนวคิดจากบิดามารดาของตนซึ่งสามารถเลี้ยงดูบุตรได้ถึง 6 คน จากการทำนาในพื้นที่จังหวัดสงขลา จึงเป็นแรงบันดาลใจในการประยุกต์ใช้ให้เห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

อ่านต่อ +

นายบุญแทน เหลาสุพะ

“แต่ก่อนเคยปลูกฝ้าย ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ใช้ยาตลอด (ยาฆ่าแมลง) พอตรวจร่างกาย มีสารพิษตกค้างมาก จึงเลิกใช้สารเคมี ทุกวันนี้ยังมีสารตกค้างอยู่เลย แต่น้อยกว่าแต่ก่อน” เริ่มด้วยการซื้อต้นละมุดมาปลูก 1 ต้น และค่อยๆ จัดสรรแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชุมชน (รพช.) มาขุดสระเก็บน้ำให้ ปัจจุบันมีพืชสวนร่วม 23 ชนิด เช่น ละมุด มะละกอ ลำไย มะกอกน้ำ ส้มโอ มะม่วง กล้วย และมะพร้าว มีพืชสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้ ไหลแดง หนอนตายยาก และใบแมงลัก พืชผักสวนครัว 6 ชนิด เช่น พริก หอมแดง กระเทียม และมะนาว พืชไร่ 2 ชนิด คือ ข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชทุกชนิดล้วนปลอดภัยไร้สารพิษ จากการตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพดังกล่าว ประกอบกับการทำพืชไร่เชิงเดี่ยว มีต้นทุนสูงและประสบภาวะขาดทุน นายบุญแทนจึงสนใจปลูกพืชชนิดอื่นๆ ประกอบกับในปี 2544 ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมการทำเกษตรผสมผสาน จากสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) กระทรวงมหาดไทย และได้รับความรู้ด้านการขยายพันธุ์พืชและการทำน้ำหมักชีวภาพจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเลยและเทศบาลตำบลนาดินดำ ซึ่งเป็นฐานความรู้ที่นายบุญแทนมีความเชี่ยวชาญมาจนทุกวันนี้

อ่านต่อ +

นายมนูญ เทศนำ

ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านเกษตรทฤษฎีใหม่
ชื่อเกษตรกร/ผู้แทน : นายมนูญ เทศนำ
หมายเลขโทรศัพท์ : 064 -0094249
สถานที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 13/2 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
พิกัดที่ตั้ง : 47Q(x) 0523391 (Y) 2083234
ระยะทางการเดินทาง :ระยะทางเริ่มต้นจากศูนย์ศึกษาฯ 8 กิโลเมตร
ความพร้อม/จำนวนผู้มาเยี่ยมชมที่สามารถรับได้ (ต่อครั้ง) : 100 คน
ความพร้อม/จำนวนผู้พักแรมที่สามารถรับได้ในแต่ละครั้ง : 10 คน
ก่อนเข้าร่วมโครงการกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เกษตรกรเล่าว่า เดิมก่อนจะปรับพื้นที่เกษตรเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่นั้น ตนเองประกอบอาชีพรับจ้างเป็นลูกจ้างในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ และทำการเกษตรเชิงเดี่ยวควบคู่กันไปโดยใช้เวลาว่างจากการเป็นลูกจ้าง ซึ่งในขณะนั้นรายรับที่ได้รับไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จึงลาออกมาทำการเกษตรอย่างเต็มตัวแต่ยังคงทำเกษตรเชิงเดี่ยวอยู่ ประกอบด้วยทำนา ปลูกกระทียม ถั่วลิสง ซึ่งการบำรุงพืชที่ปลูกจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชจำนวนมาก ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ในระยะแรกพืชที่ปลูกตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีให้ผลผลิตดี เมื่อเวลาผ่านไปดินเริ่มเสื่อมคุณภาพ ผลผลิตที่ได้ลดปริมาณลง ผลตอบแทนที่ได้รับไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่สูงขึ้น เกิดหนี้สินสะสม เป็นภาระให้ครอบครัว จึงได้มาทบทวน จากประสบการณ์การทำงานในศูนย์ศึกษาฯ เกี่ยวกับหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ การดำเนินกิจกรรมการเกษตรต่างๆ นำมาเพิ่มเติมในพื้นที่ให้หลากหลาย ตลอดจนไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมจากศูนย์ศึกษาฯ นำมาพัฒนาปรับปรุงพื้นที่
หลังเข้าร่วมโครงการกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เกษตรกรได้ปรับเปลี่ยน จัดสรรพื้นที่ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยคำนึงถึงแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการเกษตรร่วมกับระบบชลประทาน สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในการเลี้ยงสัตว์น้ำ พื้นที่ได้ถูกแบ่งเป็นกิจกรรมการเกษตรต่างๆ โดยเกษตรกรคำนึงถึงความเกื้อกูลเอื้อประโยชน์ต่อกัน การสร้างผลผลิตที่หลากหลายเกิดรายได้จุนเจือครอบครัวสม่ำเสมอ งดเว้นจากใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ผันชีวิตและวิถีการทำเกษตรกรรมเป็นเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มที่ โดยไม่ละทิ้งการทำนา ปัจจุบันกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ ประกอบด้วย การทำนา ปลูกไม้ผล ผลิตพืชผักอินทรีย์จำหน่ายส่งห้างสรรพสินค้า ปลูกสมุนไพร ผักสวนครัว ผักพื้นบ้าน ผักหวานป่า เลี้ยงปลา ผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ เพาะเลี้ยงกบและขยายพันธุ์กบ
จากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ กิจกรรมการเกษตร แหล่งน้ำ พื้นที่ใช้ประโยชน์ถูกจัดสรรอย่างเหมาะสมลงตัว ระบบการผลิตพืชเป็นระบบอินทรีย์เป็นที่ยอมรับทำให้ราคาผลผลิตที่ผลิตได้ยกระดับสูงขึ้นกว่าเดิม เกิดรายได้หมุนเวียนตลอดปีอย่างต่อเนื่อง ชีวิตครอบครัวมีความสุข มีเงินเก็บออม สามารถส่งลูกทั้ง 3 คนได้รับการศึกษาที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเกษตรกรที่ยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาบริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นสถานที่ศึกษาดูงานและแหล่งเรียนรู้ให้ผู้สนใจทุกเพศ ทุกวัย ได้นำตัวอย่างไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง ตามความพร้อมและความเหมาะสมของภูมิประเทศ สำหรับตัวเกษตรกรเองได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายทั้งในและนอกสถานที่เพื่อขยายองค์ความรู้ แนวคิด และเผยแพร่แนวพระราชดำริสู่สายตาคนภายนอก ถึงผลสำเร็จในการปฏิบัติเกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม
พื้นที่ดำเนินการ - จำนวน 15 ไร่
แบ่งเป็น - พื้นที่อยู่อาศัย จำนวน 0.25 ไร่
- พื้นที่ศาลาดูงาน จำนวน 0.25 ไร่
- พื้นที่ทำนา/ปลูกผักอินทรีย์ จำนวน 6 ไร่
- พื้นที่ปลูกไม้ผล/สมุนไพร/ไม้ดอก จำนวน 7 ไร่
- พื้นที่ขุดสระน้ำ จำนวน 1 ไร่
- พื้นที่บ่อเลี้ยงกบ จำนวน 0.5 ไร่
ฐานการเรียนรู้และหัวข้อการเรียนรู้
- รูปแบบและหลักการทำเกษตรทฤษฎีใหม่
- วิธีและกระบวนการทำนา
- การปลูกและดูแลไม้ผล (กล้วยน้ำว้า มะม่วง ลำไย มะพร้าว กระท้อน ขนุน ส้มโอ ชมพู่)
- การปลูกและดูแลไม้ดอก (มะลิ กระเจียว)
- การปลูก ดูแล และการตลาดพืชผักอินทรีย์
- การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์กบ
- การเลี้ยงปลา (ปลานิล ปลาดุก ปลากดหลวง)
- การปลูกพืชผักสวนครัวและผักพื้นบ้าน
- การปลูกผักหวานป่า
- การผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ
- การเลี้ยงไก่ประดู่หางดำ
กิจกรรมการสาธิตและฝึกปฏิบัติ
- การทำนา
- การผลิตปุ๋ยหมักน้ำหมักชีวภาพ
- การผลิตน้ำส้มควันไม้
- การปลูกพืชผัก

อ่านต่อ +

ศอน.บก.ตชด.ภาค 3

จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2536 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงาน ศอน.รร.ตชด.บก.ตชด.ภาค 3 อย่างเป็นทางการครั้งแรก
1.พระราชกระแสรับสั่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานโครงการพระราชดำริ ศอน.รร.ตชด.บก.ตชด.ภาค 3
เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๗ ให้มีการฝึกอาชีพจำเป็น สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เช่น การถนอมอาหาร การตัดเย็บเสื้อผ้า หรือการทำขนม เบื้องต้นขอความอนุเคราะห์ จากทางสารพัดช่างมา
ให้การฝึกอบรมให้
2.ให้มีการปลูกผักไร้สารพิษมาก ๆ โดยใช้ปุ๋ยขี้ไก่
3.การเรียน การสอนวิชาทั่วไป ให้สอดแทรกความเป็นกลาง ไม่โกงและ ความซื่อสัตย์ด้วย
4.ให้มีการปลูกกาแฟเสริมต้นไม้ใหญ่ โดยไม่ให้ตัดต้นไม้และปลูกพืชสมุนไพร เครื่องเทศให้ปลูกพืชที่ขายแล้วได้ราคาดี เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่นและส่งขายให้กับบริษัทหรือ
โรงงานได้

อ่านต่อ +

ศอน.บก.ตชด.ภาค 2

จังหวัดขอนแก่น

ศอน.บก.ตชด.ภาค 2
1. พระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จเยี่ยม ศอน.บก.ตชด.ภาค ๒ เมื่อ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๒
1) ให้มุ่งเน้นฝึกอาชีพศิษย์เก่า ที่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อแล้วขยายผลไปยังผู้ปกครอง และชาวบ้านในท้องถิ่น
2) ให้ฝึกอาชีพที่สามารถใช้ได้ในท้องถิ่นและเยาวชนสามารถนำไปใช้ได้จริง
3) ปรับปรุงอาชีพที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้ดีขึ้น
4) เมื่อผลิตผลออกมาสามารถหาตลาดจำหน่ายได้
5) เน้นการฝึกเยาวชนให้เป็นผู้นำทางการเกษตรและเป็นผู้นำท้องถิ่น
6) ให้เพิ่มความรู้ การควบคุมโรคพืชโดยธรรมชาติให้มีการศึกษาผู้ใหญ่นอกระบบควบคู่กันไป

อ่านต่อ +

นางเตียม แสงหล้า

จังหวัดพะเยา

เกษตรกรปลูกพืชผสมผสาน โดยมีการใช้พื้นที่ขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อ่านต่อ +