ศูนย์เรียนรู้ ธ.ก.ส.
ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ธ.ก.ส.บ้านหนองกร่าง
หน่วยงาน
ธ.ก.ส.
ด้าน/ประเภท/ชนิด
ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง
ปีที่จัดตั้ง
2560
รางวัล
หมู่ที่ 4 ตำบลราษฎรพัฒนา อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง
นำทางบนแผนที่  
ผู้รับผิดชอบศูนย์
นางสุกัลญา ยิ้มสาระ
035872049
-
ผู้ประสานงาน
นางสุกัลญา ยิ้มสาระ
035872049
-

ข้อมูลด้านเศรษฐกิจพอเพียง/รายละเอียด

หมูหลุม

        บ้านหนองกร่าง หมู่ 4 ตำบลราษฎรพัฒนา อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง อยู่ห่างจากตัวอำเภอสามโก้ประมาณ 5 กิโลเมตร สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่ม สภาพดินทั่วไปเป็นดินเหนียว เหมาะกับการประกอบอาชีพการเกษตร เช่น ทำนา ทำสวน ทำไร่และเลี้ยงสัตว์ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร นอกจากนี้ประกอบอาชีพประมงเป็นอาชีพเสริมแบบเศรษฐกิจพอเพียงและแบบธุรกิจการค้า เช่น ปลาดุก ปลานิล ปลาตะเพียน ปลาสวาย ปลาทับทิมปลาสลิด สำหรับแหล่งน้ำเพื่อการประกอบอาชีพนั้น หนองกร่างนับเป็นหมู่บ้านที่โชคดีมีระบบคลองน้ำชลประทานทั่วถึงทั้งหมู่บ้าน

        ที่นาราคาดี จุดเปลี่ยนที่ไม่ได้ตั้งใจ จากเจ้าของมาสู่ผู้เช่าที่ทำกินเมื่อก่อนที่นี่คือ ดงมะม่วง ชาวบ้านหนองกร่างส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ โดยเฉพาะปลูกมะม่วง และเริ่มเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่ทำนาราว 30-40 ปีที่ผ่านมา เหตุจูงใจที่ทำให้ล้มมะม่วงมาทำนาเพิ่มขึ้นคือ โครงการรับจำนำข้าวของรัฐ ด้วยเห็นว่าข้าวดีไม่ดีก็ขายได้ มะม่วงจำนำไม่ได้ ข้าวเสียยังมีค่าชดเชย แต่เมื่อยึดอาชีพทำนาปัญหาจึงไม่ต่างจากชาวนาถิ่นอื่น เนื่องมาจากต้นทุนการทำนาเพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่รายได้มีแนวโน้มลดลงรวมทั้งมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ทำให้ชาวนาที่นี่ไม่สามารถยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ ต่างดิ้นรนหาทางรอดจากหนี้สินที่นับวันยิ่งพอกพูน ชาวนาหลายคนจำใจ “ขายนาใช้หนี้” เพราะเชื่อว่าเป็นหนทางเดียวที่จะปลดทุกข์ยากนี้ได้เร็วที่สุด และก็มีชาวนาอีกจำนวนหนึ่งที่ตัดอนาคตตัวเองขายที่เพราะราคาดี ชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองจึงกลายเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของบ้านหนองกร่าง สุดท้ายก็ต้องหันมาเช่าที่ดินที่เคยเป็นของตัวเองทำมาหาเลี้ยงชีพและครอบครัว
        การผลิตเพื่อขายตามความต้องการของตลาด ที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ยาฆ่าแมลงมากเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตส่งให้ต้องลงทุนสูงขึ้น สิ่งที่ตามหลังมาคือหนี้สินเพิ่ม ทำให้ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน ทรัพยากรดิน น้ำ ถูกบริษัทการเกษตรขนาดใหญ่ผูกขาด ควบคุมการผลิตผ่านการส่งเสริมของรัฐด้านการเกษตร สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฐานชีวิตวัฒนธรรมของชุมชน ความคิด ค่านิยมเดิมจากการพึ่งตนเองมาเป็นพึ่งพากลไกตลาด ระบบการศึกษาดึงคนออกจากท้องถิ่น ทำให้เกิดการขาดช่วงการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ สื่อวิ่งตามกระแสทุน กระตุ้นการบริโภคโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน เกิดความต้องการเทียมที่เกินความพอดี “ผลกระทบเหล่านี้หากเราไม่รีบหาทางรับมือและสร้างภูมิคุ้มกัน หมู่บ้าน พี่น้องของเราคงไม่รอดพ้นจากกับดักมืดดำที่กำลังเผชิญอยู่อย่างแน่นอน” นี่คือมุมคิดมุมมองที่คนในหมู่บ้านเล่าให้พวกเราฟัง เสมือนสุภาษิตที่ว่า ”รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย”

        จากการรวมตัวเพื่อร่วมหาทางรอด ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเห็นผลเป็นรูปธรรม เช่น คนในชุมชนมีความรู้เพิ่มขึ้น นำความรู้ไปลดค่าต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ หลายเรื่องขึ้นในชุมชน เช่น การพัฒนาระบบและถังก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ ระบบโซล่าเซลในแปลงเกษตร พัฒนาระดับความรักความสามัคคี ความร่วมไม้ร่วมมือของคนในชุมชน ความสำเร็จเหล่านี้เป็นแรงดูดให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนทั้งวิชาการความรู้ งบประมาณ ตลอดจนคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาในคราที่มีปัญหาต้องแก้ รวมถึงการพัฒนาต่อยอด อาทิ กศน. และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานเข้ามาอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพเสริม และผลพลอยได้จากการอบรมก็คือ งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องไม้เครื่องมือบางส่วนที่คงเหลือทิ้งไว้ให้ชุมชนได้ใช้เป็นทุนริเริ่มดำเนินกิจกรรมต่อไป มีพลังงานจังหวัดมาให้ความรู้เรื่องการประหยัดพลัง ส่งเสริมให้ใช้เตาเผาประสิทธิภาพสูง เกษตรอำเภอเข้ามาสนับสนุนการสร้างฐานเรียนรู้สำนักงานพัฒนาชุมชนเข้ามาให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการกองทุนและการทำแผนชุมชน ประมงอำเภอให้การสนับสนุนพันธุ์ปลาและให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงปลา ปศุสัตว์อำเภอให้ความรู้ วัคซีน ยา และพาไปศึกษาดูงานหาความรู้เพิ่มเติม กรมการทหารชั่งราชบุรีเข้ามาช่วยขุดลอกคลอง

        หลังจากรวมตัวกันเพื่อดึงความรู้และทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาช่วยในการพัฒนาตนเอง จนกระทั่งยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ เมื่อถามว่าเกิดความเปลี่ยนอย่างไรบ้าง ผู้ร่วมสนทนาให้ข้อมูลคล้าย ๆ กันว่า ช่วยแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนลงอย่างน้อย 1,000 - 3,000 บาทต่อเดือน หรือ 12,000 – 36,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับว่าใครทำมากทำน้อย เช่น บางบ้านทำครบวงจร ทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้า ตลอดจนปลูกผักสวนครัวกินเอง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้วันละ 50 – 100 บาท เป็นต้น จากนี้ไปสู่อนาคต ลูกหลานที่นี้จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนในชุมชนพึ่งพาตนเองได้ เป็นหมู่บ้านที่ลดการพึ่งพาจากภายนอก มีผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันหรือขายในตลาดทั่วไป และที่สำคัญคือ อยู่ได้อย่างร่มเย็นและผาสุกไปชั่วลูกหลาน


เอกสารเพิ่มเติมที่ Download ได้