ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ฯ
นายสุรชัย มรกตวิจิตรการ
ประเภท
เกษตรผสมผสาน
ปีที่จัดตั้ง
2560
94 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
นำทางบนแผนที่  
ศูนย์ศึกษา
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ที่อยู่ศูนย์ศึกษา
237 หมู่ 4 ตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

ข้อมูลด้านเศรษฐกิจพอเพียง/รายละเอียด

ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริด้านเกษตรผสมผสาน
ชื่อเกษตรกร/ผู้แทน : นายสุรชัย มรกตวิจิตรการ
หมายเลขโทรศัพท์ : 088-2614453
สถานที่ตั้ง : บ้านเลขที่ 94 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
พิกัดที่ตั้ง : 47Q(x) 0519433 (Y) 2081870
ระยะทางการเดินทาง : ระยะทางเริ่มต้นจากศูนย์ศึกษาฯ 12 กิโลเมตร
ความพร้อม/จำนวนผู้มาเยี่ยมชมที่สามารถรับได้ (ต่อครั้ง) : ไม่พร้อมรับผู้เยี่ยมชม เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ
ความพร้อม/จำนวนผู้พักแรมที่สามารถรับได้ในแต่ละครั้ง : ไม่พร้อมรับผู้เยี่ยมชม เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ
ก่อนเข้าร่วมโครงการกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เกษตรกรเล่าว่า เดิมก่อนที่จะมาทำเกษตรผสมผสาน ตนเองประกอบอาชีพค้าขายและขับรถรับส่งนักเรียน ในระยะแรกของการประกอบอาชีพรายได้ที่ได้รับสูง ธุรกิจดำเนินไปอย่างคล่องตัว ต่อมาใน ปี พ.ศ.2540 ในยุคเศรษฐกิจแตกฟองสบู่ ธุรกิจ อาชีพต่างๆ เริ่มซบเซา สภาวะทางการเงินขาดความคล่องตัว รายได้เริ่มลดลง รวมทั้งในขณะนั้นได้หลงเข้าไปติดอยู่ในอบายมุขไม่ว่าจะเป็นหวยใต้ดิน การพนันต่างๆ จนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รายได้ที่ต่ำอยู่แล้ว กลับต่ำลงไปอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดหนี้สินเพิ่มพูน ซึ่งตนเองและครอบครัวถูกผลกระทบนี้มาก จึงต้องมาคิดทบทวนพฤติกรรมและหาแนวทางในการช่วยเหลือให้ครอบครัวพ้นจากภาวะวิกฤตนี้ให้ได้ รวมทั้งต้องตัดสินใจเด็ดขาดที่จะออกมาจากอบายมุขเหล่านั้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานแนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตนและครอบครัวจึงได้พึ่งพระบารมี อีกทั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯอยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก จึงมีความตั้งใจที่จะเข้าไปเรียนรู้และฝึกอบรม เพื่อนำกิจกรรมด้านการเกษตรมาประยุกต์ปรับใช้เพื่อช่วยครอบครัวให้ดีขึ้น
หลังเข้าร่วมโครงการกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
หลังจากที่เกษตรกรเข้าไปเรียนรู้ในศูนย์ศึกษาฯ ได้เลือกกิจกรรมเกษตรผสมผสานมาเป็นแนวทางประกอบอาชีพ จัดสรรพื้นที่และเลือกกิจกรรมที่ตนเองถนัดและเหมาะสม โยสามารถแบ่งเป็นด้านต่างๆ ดังนี้
ด้านการบริหารจัดการน้ำ
- นำความรู้มาพัฒนาวางแผนการใช้น้ำในพื้นที่ให้เพียงพอต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยอาศัยความเหมาะสมกับฤดูกาลและปริมาณน้ำจากแหล่งต่างๆที่มีในแต่ละปี และคำนึงถึงการบำรุงรักษาแหล่งน้ำ ระบบจัดส่งน้ำ เช่น การปลูกหญ้าแฝกตามแนวขอบสระและลำเหมือง เป็นต้น
ด้านการปรับปรุงดิน
- นำความรู้มาพัฒนาวางแผนการดำเนินกิจกรรมต่างๆให้เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์และปรับปรุงดินได้แก่การทำปุ๋ยหมักจากเศษหญ้า วัชพืช ใบไม้แห้งและมูลสัตว์ การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากเศษพืชผักผลไม้ การทำสารสกัดจากสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช
ด้านวิชาการเกษตร
- นำความรู้ด้านการเกษตรมาพัฒนากิจกรรมการเกษตรต่างๆให้สอดคล้องและเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน
ด้านการพัฒนาปศุสัตว์
- นำความรู้ด้านปศุสัตว์มาดำเนินกิจกรรมในพื้นที่ ได้แก่ การเลี้ยงสุกร(ผลิตลูกสุกร เลี้ยงสุกรขุนและสุกรแม่พันธุ์) โดยวิธีธรรมชาติ เช่นหมูหลุม เป็นต้น
ด้านการพัฒนาประมง
- นำความรู้มาดำเนินกิจกรรม ได้แก่ การเลี้ยงปลา (ปลานิล ปลาดุก ปลาสวาย และปลาแรด ) การเพาะเลี้ยงกบและการขยายพันธุ์กบ (กบนาและกบบูลฟร๊อก)
ด้านการวางแผนการอนุรักษ์ดินและน้ำแบบผสมผสาน
- นำความรู้มาบริหารจัดการน้ำและดินในพื้นที่ร่วมกัน เกื้อกูลประโยชน์ต่อกัน วางแผนการใช้น้ำจากแหล่งน้ำต่างๆให้เพียงพอ และจัดการอนุรักษ์ดินโดยการใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพและการปลูกหญ้าแฝก
ด้านการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
นำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ดังนี้
- การรู้จักความพอประมาณ โดยรู้จักประมาณตนในการลงทุน พึงประมาณตนให้รู้ต้นทุนชีวิตของตน คือทำอะไรที่พอดีกับความต้องการทั้งของตนเองและครอบครัว
- การมีเหตุผลในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ เช่น การลงทุนทำกิจกรรมใดๆต้องรู้วัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจกรรมก่อน รู้รายละเอียด ดูความเหมาะสม แล้วจึงวางแผนการผลิต เพื่อดำเนินการ ตลอดจนคำนึงถึงการเกื้อกูลประโยชน์ของแต่ละกิจกรรมเช่น การใช้วัสดุเหลือใช้ในครัวเรือน หลังการเก็บเกี่ยวและหลังการกำจัดวัชพืช มาผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ นำมูลสุกรใช้เป็นปุ๋ยคอกบำรุงต้นไม้ในพื้นที่ การนำน้ำถ่ายจากบ่อเลี้ยงกบถ่ายสู่บ่อเลี้ยงปลาดุก เป็นต้น
- การมีภูมิคุ้มกันที่ดี คือ การลดความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับการดำเนินกิจกรรม เลือกกิจกรรมที่หลากหลายผลิตหลายรุ่นเพื่อให้มีรายได้ตลอดทั้งปี รับประทานทุกอย่างที่ผลิตเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
- ความรู้ โดยต้องรู้จริง รู้อย่างถูกต้อง ถูกวิธีและพยายามเสาะหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอตามโอกาสความเหมาะสม ที่สำคัญต้องนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาร่วมผสมผสานในการดำเนินกิจกรรม
- คุณธรรม ดำเนินชีวิตด้วยความเพียร อดทนมุ่งมั่น ไม่เบียดเบียนใคร รู้จักการให้ รู้จักเสียสละเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
เกษตรกรได้น้อมนำแนวพระราชดำริปรัชญาของเศรษฐกิจมาใช้ ปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต นำพาครอบครัวให้พ้นวิกฤตได้เห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่มีหนี้สิน มีเงินเก็บออม สามารถซื้อที่ดินเพิ่มเติมและสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัว ชีวิตครอบครัวมีความสุข แม้ทุกวันนี้เกษตรกรจะประสบปัญหาเกี่ยวเกี่ยวสุขภาพ กิจกรรมบางอย่างต้องเลิกหรือลดกำลังผลิตไป มีบุตรสาวเป็นผู้สืบทอดอุดมการณ์สานต่อความตั้งใจ ปัจจุบันเป็นแหล่งศึกษาดูงานและเรียนรู้ด้านเกษตรผสมผสานให้กับผู้สนใจทั่วไปได้เข้ามาเรียนรู้
พื้นที่ดำเนินการ – จำนวน 6 ไร่ 3 งาน
แบ่งเป็น - พื้นที่อยู่อาศัย จำนวน 1 งาน
- พื้นที่ทำเกษตรผสมผสาน จำนวน 6 ไร่ 2 งาน
ฐานการเรียนรู้และหัวข้อการเรียนรู้
- รูปแบบและวิธีการทำเกษตรแบบผสมผสาน
- การเลี้ยงและขยายพันธุ์สุกร
- ปลูกและดูแลไม้ผล (กล้วยน้ำว้า ลำไย มะม่วง)
- การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์กบ
- การเลี้ยงปลา (ปลานิล ปลาดุก)
- ปลูกพืชผักสวนครัวและผักพื้นบ้าน
- การเลี้ยงเป็ดเทศ
กิจกรรมการสาธิตและฝึกปฏิบัติ
- การผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวาภาพ
- การเลี้ยงสุกร

เอกสารเพิ่มเติมที่ Download ได้